คลังเก็บหมวดหมู่: ความสวย ความงาม

อุปกรณ์กอล์ฟภายในถุงของนักกอล์ฟ

Published / by admin

              กอล์ฟเป็นกีฬาที่มีอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการเล่นค่อนข้างมากชิ้น  ตามกติกาแล้วนักกอล์ฟจะมีไม้กอล์ฟได้ ไม่เกิน 14 อัน ภายในถุงกอล์ฟ  คราวนี้เรามาดูกันว่า ไม้กอล์ฟทั้ง 14 อันภายในถุง มีอะไรบ้าง  โดยของแบ่งประเภทของไม้กอล์ฟออกเป็นหมวดหมู่ ดังนี้

1.หัวไม้หนึ่ง ( Driver )

2.หัวไม้แฟร์เวย์ (Fairway Wood)

3.หัวไม้ไฮบริด (Hybrid)

4.ชุดเหล็ก (Iron Set)

5.เวดจ์ (Wedge)

6.พัตเตอร์ (Putter)

 

หัวไม้หนึ่ง (DRIVER)

         หัวไม้หนึ่ง เป็นหัวไม้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ,ยาวที่สุด , องศาหน้าไม้น้อยที่สุด และตียากที่สุดอีกด้วย  ที่เรียกกันว่าหัวไม้เพราะเดิมทีนั้นทำมาจากไม้จริงๆ  และก็ผ่านการพัฒนามาจนเป็นหัวโลหะ  ซึ่งทนทานกว่าและทำให้ตีได้ไกลกว่า  หัวไม้หนึ่งที่ทำจากไม้จึงต้องถึงกาลอวสานไป  แต่เราก็ยังติดปากกับการเรียกว่าหัวไม้กันต่อมา  แม้ว่าในปัจจุบันจะเป็นหัวโลหะแล้วก็ตาม

     หัวไม้หนึ่งส่วนมาก เกือบจะ100 เปอร์เซ็นก็ว่าได้ ทำมาจากโลหะไททาเนี่ยม ซึ่งมีน้ำหนักเบา ทนทาน  และสามารถส่งลูกกอล์ฟพุ่งไปได้ไกล

     หัวไม้หนึ่งใช้ในการเริ่มเล่นบนแท่นตั้งที  โดยสามารถใช้ทีตั้งลูกกอล์ฟ  แล้วตีออกไป  หัวไม้หนึ่งจึงเป็นอุปกรณ์ที่ใช้เรื่มต้นในการเล่นในแต่ละหลุม  ยกเว้นในหลุมพาร์3. ซึ่งมีระยะสั้น

ตารางข้อมูลหัวไม้หนึ่ง (DRIVER)

ขนาดหัว

องศาหน้าไม้

ความยาว

ระยะเฉลี่ย

420-460 C.C.

7.5-12 องศา

44-46 นิ้ว

220-270 หลา

 

หัวไม้แฟร์เวย์ (FAIRWAY WOOD)

            มีขนาดเล็กกว่าหัวไม้หนึ่ง  และมีองศาหน้าไม้หลายองศาให้เลือกใช้  โดยจะกำหนดเป็นตัวเลข  เพื่อความสะดวกในการใช้งาน  ส่วนใหญ่จะใช้เป็นเลขคี่ คือ3-5-7-9-11  ซึ่งองศาของหน้าไม้และความยาวของหัวไม้แฟร์เวย์จะมีความสัมพันธ์กัน  หัวไม้แฟร์เวย์เบอร์3 จะมีองศาน้อย และมีความยาวมากที่สุด ไล่เรียงลำดับกันไป 5-7-9-11

       หัวไม้แฟร์เวย์จะใช้ตีในระยะไกล  ที่บริเวณพื้นสนามกอล์ฟที่ตัดหญ้าเรียบหรือที่เรียกกันว่าแฟร์เวย์  เราจึงเรียกกันติดปากว่าเป็นหัวไม้แฟร์เวย์  ในบางกรณีเราใช้หัวไม้แฟร์เวย์ตีบนแท่นตั้งที  เพื่อเริ่มเล่นในหลุมพาร์ 4 หรือพาร์ 5 ได้  แทนการใช้หัวไม้หนึ่ง  หรือในพาร์3 ที่มีระยะยาว

      ส่วนมากนักกอล์ฟจะมีหัวไม้แฟร์เวย์ใช้อยู่ในถุงกอล์ฟประมาณ 2-3 อัน

ตารางข้อมูลหัวไม้แฟร์เวย์ ( FAIRWAY WOOD )

Fairways

ขนาดหัว (C.C.)

องศา

ความยาว (นิ้ว)

ระยะเฉลี่ย (หลา)

#3

160-165

13-16

43

180-210

#5

155-160

17-19

42

160-190

#7

150-155

20-22

41

140-160

#9

145-150

23-25

40

120-140

#11

145-150

26-28

39

100-120

 

หัวไม้ไฮบริด (HYBRID)

          เป็นหัวไม้ที่เพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่  และได้รับความนิยมมาในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมาในวงการกอล์ฟ  และยังมีชื่อเรียกอีก 2 ชื่อคือ Utility และ Rescue

      หัวไม้ Hybrid ถูกออกแบบมาให้ใช้ตีในระยะไกล  ทดแทนหัวไม้แฟร์เวย์และเหล็กยาว  ซึ่งควบคุมได้ยาก    หัวไม้ Hybrid จึงเป็นทางเลือกที่มาใหม่สำหรับนักกอล์ฟ  ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากกับนักกอล์ฟในทุกระดับฝีมือ

     หัวไม้ Hybrid จะมีขนาดเล็กกว่าหัวไม้แฟร์เวย์  และมีองศาให้เลือกใช้หลายองศา  โดยกำหนดเรียกชื่อเป็นตัวเลข 1-2-3-4-5 หรือนักกอล์ฟจะเรียกตามองศาของหัวไม้ Hybrid เลย  เช่น หัวไม้ Hybrid 21 ( 21 องศา) เพื่อความสะดวกในการใช้งาน

     ส่วนมากนักกอล์ฟจะเลือกใช้งานหัวไม้ Hybrid ประมาณ 1-2 อัน

ตารางข้อมูลหัวไม้ไฮบริด (HYBRID)

HYBRIDS

องศา

ความยาว (นิ้ว)

ระยะเฉลี่ย (หลา)

#1

16-17

40.5

220-200

#2

18-20

40

180-200

#3

21-23

39.5

160-180

#4

24-27

39

140-160

#5

28-32

38.5

120-140

 

ชุดเหล็ก  (IRON SET)

           ชุดเหล็กจะประกอบด้วยเหล็กจำนวน 6-8 ชิ้น  ซึ่งเหล็กแต่ละเบอร์จะมีขนาดขององศาหน้าไม้และความยาวที่ต่างกัน  ทั้งนี้เพื่อการออกแบบให้เหล็กแต่ละเบอร์มีระยะการตีที่ห่างกันเบอร์ละประมาณ 10 หลา  เพื่อการใช้เล่นในสนามในระยะของเป้าหมายที่แตกต่างกัน

       นักกอล์ฟจำเป็นต้องรู้ว่าเหล็กแต่ละชิ้นของตน ตีได้ระยะเท่าไร  จึงจะสามารถนำไปเล่นได้อย่างมีประสิทธิภาพภายในการเล่นในสนามกอล์ฟ

ตารางข้อมูลชุดเหล็ก  ( IRON SET)

IRONS

องศา

ความยาว (นิ้ว)

ระยะเฉลี่ย (หลา)

#2

19-20

39.5

180-200

#3

21-22

39

170-190

#4

24-26

38.5

160-180

#5

27-29

38

150-170

#6

30-32

37.5

140-160

#7

33-35

37

130-150

#8

37-39

36.5

120-140

#9

41-43

36

110-130

#PW

46-48

35.5

100-120

เวดจ์   (WEDGE)

         เวดจ์เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการเล่นลูกในระยะสั้น  รอบๆกรีน  ระยะประมาณต่ำกว่า 100 หลาลงมา  หรือในหลุมทรายและมีองศาให้เลือกใช้หลากหลายองศา  ขึ้นอยู่กับการใช้งานของนักกอล์ฟ

      เวดจ์เป็นการพัฒนามาจากชุดเหล็ก  มีการเพิ่มให้เหล็กมีองศาสูงขึ้น  เพื่อรูปแบบที่มากขึ้นในการเล่นลูกระยะสั้น  ตามการออกแบบของสนามกอล์ฟที่หลากหลายเช่นเดียวกัน

     โดยทั่วไปนักกอล์ฟจะใช้เวดจ์ประมาณ 2-4 อัน  ซึ่งควรจะเป็นยี่ห้อและรุ่นเดียวกัน  แต่แตกต่างกันที่องศาของหน้าไม้  หรือเรียกกันว่า “ระบบของเวดจ์” (WEDGE SYSTEM) เพื่อให้เกิดความคุ้นเคยและมีระยะที่ไล่กันหรือช่องว่างของระยะตามความต้องการของนักกอล์ฟ

ตารางข้อมูลของเวดจ์  ( WEDGES )

WEDGES

องศา

ความยาว (นิ้ว)

ระยะเฉลี่ย (หลา)

PW

46-48

35.5

100-120

AW

50-52

35

90-110

SW

54-56

35

80-100

LW

58-64

35

70-90

พัตเตอร์  (PUTTER)

          พัตเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นและใช้มากที่สุด  จากบรรดาไม้กอล์ฟทั้ง 14 อันภายในถุงกอล์ฟ  เพราะเป็นไม้กอล์ฟที่ต้องใช้พัตต์เพื่อให้ลูกกอล์ฟลงหลุม  ซึ่งก็คือการสิ้นสุดในการเล่นในแต่ละหลุมนั่นเอง  ถือว่าเป็นไม้กอล์ฟที่มีความเป็นอิสระสูงในเรื่องของรูปร่างหน้าตาและการออกแบบ  ซึ่งมีความหลากหลาย  ขึ้นอยู่ที่ความพึงพอใจของนักกอล์ฟเองว่าจะชอบแบบใหน รูปร่างอย่างไร

       พัตเตอร์ส่วนมากจะมีความยาวประมาณ 33-35 นิ้วและมีองศาหน้าไม้ 3-5 องศา

 

อุปกรณ์กอล์ฟอื่นๆ ที่นักกอล์ฟควรมีไว้ในถุงกอล์ฟ

           นอกจากไม้กอล์ฟทั้ง 14 อันแล้ว  นักกอล์ฟยังจำเป็นต้องมีอุปกรณ์เสริมอีกหลายรายการ  เพื่อความพร้อมในการเล่นกีฬากอล์ฟ  กอล์ฟเป็นกีฬาที่เล่นกลางแจ้ง  ต้องมีความพร้อมที่จะพบกับสภาพอากาศทุกรูปแบบ ไม่ว่าฝนตก , แดดออก ,ลมแรง

        อีกทั้งเวลาในการเล่นกอล์ฟจำนวน 18 หลุม ต้องใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมง  สภาพของร่างกายก็ต้องสมบูรณ์  ต้องมีการเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับอาการบาดเจ็บเล็กๆน้อยๆได้  รวมถึงการสะสมพลังงานหรือคอยเพิ่มพลังงานให้กับร่างกายตลอดเวลา 

        นักกอล์ฟที่ดีจึงต้องมีการเตรียมพร้อมที่ดี

   “มีความพร้อมที่ดี…มีชัยไปกว่าครึ่ง”

China-ASEAN

Published / by admin

          จากเป้าหมายที่เคยตั้งไว้ของประธานาธิบดีสี จิ้น ผิง ที่ต้องการผลักดันให้จีนเป็นสังคมอยู่ดีกินดีครอบคลุมเท่าเทียมกันทั่วประเทศภายในปี 2020 ในวันนี้ จีนได้ขยายฐานอุตสาหกรรมการผลิตจากพื้นที่ทางภาคตะวันออกที่มีค่าแรงงานสูงสู่มณฑลทางภาคตะวันตกซึ่งมีค่าแรงต่ำกว่า พร้อมกับโอกาสใหม่ในกลุ่มคู่ค้าอาเซียนที่กำลังเดินหน้าผลึกกำลังสร้างเศรษฐกิจกันอย่างเข้มข้น ทำให้ “เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง” พื้นที่แห่งเดียวของจีนที่สามารถเชื่อมต่อกับอาเซียนได้ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ กลายเป็นตลาดใหม่ที่น่าลงทุน ซึ่งไม่ใช่แค่กับคู่ค้าในกลุ่มประเทศอาเซียน แต่ยังรวมถึงการลงทุนจากทั่วโลก

                                                   GO ASEAN, GO GLOBAL
จากนโยบายของจีนที่พยายามกระจายความเจริญให้ทั่วถึงทั้งประเทศเพื่อลดช่องว่างการเหลื่อมล้ำทางความเจริญไม่ให้กระจุกตัวอยู่แค่เขตการค้าในพื้นที่ชายฝั่งทะเล โดยเฉพาะภาคตะวันออกและภาคใต้ของประเทศที่กำลังเข้าสู่จุดอิ่มตัว จีนจึงขยายการลงทุนไปสู่พื้นที่ตอนในแถบภาคกลางและภาคตะวันตกของประเทศ โดยเรียกนโยบายการลงทุนในพื้นที่เหล่านี้ว่า “Go West”

Guangxi2.jpg

นโยบาย Go West นี้ได้ฉายสปอร์ตไลต์ไปที่เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง เขตพื้นที่ที่มีฐานะเทียบเท่ากับมณฑลหนึ่งของจีนซึ่งได้รับการสนับสนุนด้านการลงทุน ทั้งจากรัฐบาลกลาง รัฐบาลท้องถิ่น และเขตควบคุมพิเศษทางศุลกากรต่างๆ ปัจจุบันเขตฯ กว่างซีกำลังเดินหน้าสร้างโครงการเมกะโปรเจ็กต์ในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการเร่งพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน เน้นการคมนาคมขนส่งและระบบโลจิสติกส์เพื่อเชื่อมต่อทั้งมณฑลใกล้เคียงและแถบประเทศอาเซียน โดยทางการจีนกำหนดให้เขตฯ กว่างซีเป็น “ประตูสู่อาเซียนของจีน” และมีการสร้างสถานที่จัดงานถาวรอย่าง “งานมหกรรมแสดงสินค้าจีน-อาเซียน (China-ASEAN Expo: CAEXPO)” ณ นครหนานหนิง เมืองเอกของเขตฯ กว่างซีเป็นประจำทุกปี เพื่อเป็นศูนย์กลางให้ประเทศในแถบอาเซียนและจีนได้แลกเปลี่ยนการแสดงสินค้าทั้งอุปโภคและบริโภค เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรม การศึกษา และการบริการให้คำปรึกษาด้านการลงทุน การติดฉลากที่ว่า “China-ASEAN” ของจีนในทุกๆ โปรเจ็กต์ที่กำลังดำเนินการลงทุนในอาเซียนก็เพื่อเป็นการประกาศว่า ตอนนี้เขตฯ กว่างซีเป็นประตูสู่อาเซียนของจีนแล้ว และการประกาศนี้เองกำลังส่งเสียงดังกึกก้องให้ผู้คนจากทั่วสารทิศตื่นตัวเพื่อเข้ามาร่วมลงทุนในตลาดใหม่แห่งนี้นอกจากนี้จีนยังใช้กลยุทธ์ที่นอกเหนือจากมิติเรื่องเศรษฐกิจการค้า และหันมากระชับความสัมพันธ์ในมิติการเมืองกับกลุ่มประเทศอาเซียนมากขึ้น อย่างการผูกมิตรภาพที่เรียกว่า “เมืองพี่เมืองน้อง” ก็เป็นความพยายามของจีนที่จะเข้าถึงผู้คนในประเทศต่างๆ เพื่อสานสัมพันธ์ในลักษณะของการได้แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะด้านการศึกษา การท่องเที่ยว วัฒนธรรม และธุรกิจ ซึ่งจะทำให้ประชาชนของทั้ง 2 ประเทศได้ประโยชน์ต่อกันโดยตรงในอนาคต ตัวอย่างเช่น การเป็นเมืองพี่เมืองน้องของเทศบาลเมืองขอนแก่นและนครหนานหนิง ทำให้ที่นครหนานหนิงมีหลักสูตรการเรียนภาษาไทยมากที่สุดในเขตฯ กว่างซี

จากการที่จีนได้ขยายตัวให้นักลงทุน Go West รวมทั้งการเป็นประตูสู่อาเซียนของเขตฯ กว่างซี ทำให้ตอนนี้พื้นที่แถบตอนในและแถบภาคตะวันตกของจีนกำลังเข้าสู่การขยายตัวสู่ความเป็นเมืองมากขึ้น (Urbanization) นิตยสารธุรกิจชั้นนำของจีน CBN Weekly ได้ทำการสำรวจ 400 เมืองทั่วประเทศจีน และพบว่ากลุ่มเมืองทางภาคกลางและภาคตะวันตกเริ่มขยับขึ้นมาเป็นเมืองชั้นสองและเมืองชั้นสามมากขึ้น และฐานะทางสังคมของชาวจีนเริ่มขยับขึ้นมาเป็นชนชั้นกลางมากขึ้นอย่างรวดเร็ว สิ่งเหล่านี้ต่างเอื้อให้ประชากรจีนมีกำลังการบริโภคและกำลังการลงทุนสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งจะส่งผลให้คนจีนรุ่นใหม่ขึ้นมาเป็นผู้ประกอบการแห่งความหวังเพื่อบุกตลาดโลกได้ต่อไปนั่นเอง

Guangxi3.jpg


Guangxi Routes to ASEAN   

–           เส้นทางบก: เขตฯ กว่างซีเชื่อมต่ออาเซียนด้วยเส้นทางถนนและรถไฟ โดยเส้นทางถนนคือ “เส้นทางเศรษฐกิจหนานหนิง-สิงคโปร์ (Nanning-Singapore Economic Corridor)” เริ่มต้นจากนครหนานหนิง ผ่านเวียดนาม ลาว กัมพูชา ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ส่วนเส้นทางรถไฟคือ “เส้นทางสายไหม (Iron Silk Road)” เริ่มต้นจากสิงคโปร์ ผ่านมาเลเซีย ไทย กัมพูชา เวียดนาม และแยกไปอีก 2 เส้นทาง คือเข้าสู่นครหนานหนิง และอีกเส้นเข้าสู่นครคุนหมิง
–                  เส้นทางน้ำ: เขตฯ กว่างซีได้ยกระดับการพัฒนาระบบคมนาคมเส้นทางสายแม่น้ำและทางทะเลอย่างจริงจัง เพื่อลดต้นทุนการขนส่งและเพิ่มปริมาณการขนส่งให้มากขึ้นผ่าน 2 ยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ได้แก่ “เขตเศรษฐกิจรอบอ่าวเป่ยปู้” พื้นที่สำคัญด้านการขนส่งทางทะเลที่ผนึกความร่วมมือของ 3 เมืองใหญ่รอบอ่าว ได้แก่ เมืองชินโจว เมืองฝางเฉิงก่าง และเมืองเป๋ยไห่ ส่วนเส้นทางเดินเรือผ่านแม่น้ำ ได้แก่ “โครงการพัฒนาแม่น้ำซีเจียง” ที่เน้นการขนส่งภายในประเทศ รวมทั้งขนส่งไปยังฮ่องกงและมาเก๊า
–                  เส้นทางอากาศ: เขตฯ กว่างซีได้ตั้งเป้าไว้ว่าจะพัฒนาตัวเองไปสู่ “ศูนย์กลางการบินระดับภูมิภาคอาเซียน-จีน” และทำการขยายเส้นทางการบินสู่ประเทศอาเซียนให้มากขึ้น สำหรับเส้นทางบินระหว่างไทยกับเขตฯ กว่างซี ได้แก่ เที่ยวบินนครหนานหนิง-กรุงเทพฯ, นครหนานหนิง-ภูเก็ต และเมืองกุ้ยหลิน-กรุงเทพฯ

Guangxi4.jpg

                                                                  GO GREEN
จากรายงานเรื่องมลพิษทางอากาศของกระทรวงการปกป้องสิ่งแวดล้อมของประเทศจีน (Ministry of Environmental Protection of the People’s Republic of China) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พบว่าปี 2014 มีเพียง 8 เมืองจากทั้งหมด 74 เมืองใหญ่ของจีนที่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยเรื่องมลพิษทางอากาศ ได้แก่ เมืองไหโข่ว (Haikou), โจวซาน (Zhoushan), เซินเจิ้น (Shenzhen), จูไห่ (Zhuhai), หุ้ยโจว (Huizhou), ฝูโจว (Fuzhou), ลาซา (Lhasa) และคุนหมิง (Kunming) และเพียงไม่กี่วันหลังจากทางการจีนได้ออกประกาศ กรีนพีซซึ่งเคยทำการศึกษาปัญหานี้ของจีนอย่างจริงจังก็ออกมาให้ข้อสรุปสั้นๆ ว่า ปัญหาอากาศเป็นพิษที่จีนกำลังประสบอยู่ในขณะนี้กำลังฆ่าชาวจีนอย่างช้าๆ มากกว่าปัญหาเรื่องการสูบบุหรี่เสียอีก

Guangxi5.jpg

ภายหลังจากผลการรายงานดังกล่าว รัฐบาลกลางจึงเริ่มชูนโยบายใหม่เพื่อเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมที่จะไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อมอย่างที่เคยทำมา โดยการนำร่องให้เขตฯ กว่างซี ณ นครหนานหนิง ย่านนิคมไฮเทคนครหนานหนิง (Nanning New & High-Tech Industrial Development Zone) เป็นนิคมอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ โดยกำหนดระยะเวลาไว้ตั้งแต่ปี 2014 จนถึงปี 2016 และสนับสนุนให้นักลงทุนในนครหนานหนิงทำธุรกิจด้านอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เช่น อุตสาหกรรมพลังงานทดแทน อุตสาหกรรมเภสัชกรรมชีวภาพ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศสมัยใหม่ อุตสาหกรรมประหยัดพลังงานและสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมบริการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฯลฯ โดยจีนมีแผนที่จะใช้นวัตกรรมทางเทคโนโลยีในทางสร้างสรรค์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไปในตัว และตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะสามารถควบคุมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ลดลงจนอยู่ในระดับมาตรฐานภายในปี 2020

Guangxi6.jpg

                                                               GO SMART
นอกจากการตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อมที่มากขึ้นแล้ว ย่านเขตนิคมไฮเทคนครหนานหนิงยังเป็นต้นกำเนิดของ “นิคมอัจฉริยะ” แห่งแรกของเขตฯ กว่างซีอีกด้วย ซึ่งบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านไอทีอย่าง IBM ได้ร่วมลงทุนกับบริษัทท้องถิ่น Guangxi Feipeng Environment Investment ทำธุรกิจภายใต้ชื่อโครงการ “นิคมอัจฉริยะนานาชาติหนานหนิง-อาเซียน (Nanning-ASEAN International Intelligent Park)” ที่วางแผนจะนำเทคโนโลยีทันสมัยอย่าง Internet of Things (IoT) และ Cloud Computing มาใช้ในภาคการผลิตและภาคบริการเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างครบวงจร คาดว่าโครงการนี้จะเสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2018 ซึ่งประมาณการไว้ว่าจะสร้างเม็ดเงินให้จีนได้กว่า 6 หมื่นล้านบาท ทั้งยังจะช่วยกระตุ้นการจ้างงานให้คนในพื้นที่ได้ราว 25,000 ตำแหน่ง นอกเหนือจากโครงการดังกล่าวแล้ว ธุรกิจด้านอิเล็กทรอนิกส์และด้านเทคโนโลยีสารสนเทศก็กำลังเข้ามาลงทุนในนครหนานหนิงมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

ด้วยความพยายามทั้งหมดของจีนที่ขยายความเจริญมาสู่ภาคตะวันตกและผลักดันให้เขตฯ กว่างซีเป็นประตูสู่อาเซียนของจีน การลงทุนสร้างจุดเชื่อมต่อต่างๆ มาสู่อาเซียน การกระชับความสัมพันธ์กับประเทศคู่ค้าในอนาคต และการพยายามใส่ใจสิ่งแวดล้อมพร้อมทั้งใช้ความสามารถด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมในทางสร้างสรรค์ สิ่งเหล่านี้นับเป็นความตั้งใจครั้งใหม่ของจีนที่น่าจับตามอง “ตอนนี้จีนพร้อมแล้วในการสร้างความสัมพันธ์กับอาเซียนในทุกมิติ เราได้จัดตั้งคณะกรรมการไชน่า-อาเซียน เพื่อดูแลและสร้างความสัมพันธ์กับประเทศคู่ค้าอาเซียนในช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด” สี จิ้น ผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนกล่าว

Guangxi8.jpg

                                                                # Did You Know?
–                 นอกจากเรื่องเศรษฐกิจที่กำลังขยายตัวของเขตฯ กว่างซีแล้ว พื้นที่แห่งนี้ยังขึ้นชื่อเรื่องความงดงามของทัศนียภาพที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากจีนและทั่วโลกด้วย อย่างนครหนานหนิงที่เป็น “ปอดของเมืองจีน” ก็เคยได้รับเลือกให้เป็นเมือง “Best Practices in Improving the Living Environment” ประจำปี 2008 จาก UN-Habitat จุดเด่นของนครหนานหนิงคือนอกจากจะอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติแล้ว ยังมีความเด่นชัดของวัฒนธรรมจากชนกลุ่มน้อยต่างๆ ที่อาศัยอยู่ทั่วเมือง ความสามารถทางด้านศิลปะ ดนตรี และงานฝีมือของพวกเขาเหล่านี้คือเสน่ห์ดึงดูดหลักที่ทำให้นักท่องเที่ยวอยากมาเยี่ยมชม บวกกับการที่นครหนานหนิงได้ก้าวขึ้นเป็นเมืองทันสมัยแห่งใหม่ของจีน ทำให้เพียบพร้อมไปด้วยห้างร้าน คลับ บาร์ และแสง สี เสียงยามค่ำคืน ที่สามารถตอบโจทย์นักท่องเที่ยวสมัยใหม่ได้เช่นกัน ส่วนเมืองเป๋ยไห่ เมืองท่องเที่ยวติดทะเลใส หาดทรายขาว ก็ขึ้นชื่อว่าเป็น “ฮาวายฝั่งตะวันออก (Eastern Hawaii)” ซึ่งมีรีสอร์ทมากมายรองรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ในขณะที่กุ้ยหลินได้รับการยกย่องจากชาวจีนว่าเป็น “เมืองสวรรค์บนพิภพ” จนกล่าวกันว่าหากจิตรกรคนใดยังไม่เคยไปเมืองกุ้ยหลิน จะไม่สามารถวาดภาพขุนเขาให้สวยงามได้เลย

–               คำว่า “จ้วง” ในเขตฯ กว่างซีจ้วง มาจากชนชาติจ้วง ซึ่งเป็นชนชาติที่มีความสัมพันธ์อย่างมากกับชาวไทย คุณทองแถม นาถจำนง นักกวีไทย-จีน และนักแปล ผู้ศึกษาชนชาติจ้วงอย่างจริงจังให้ความเห็นไว้ว่า หากสนใจรากเหง้าและประวัติชนชาติไทยก็ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องชนชาติจ้วง หากจะค้นหาต้นกำเนิดของชาติไทย เขตฯ กว่างซีคือคำตอบ แต่ถึงแม้ตอนนี้จะยังไม่อาจสรุปได้ว่าบรรพบุรุษของเรามาจากเขตฯ กว่างซีหรือไม่ แต่เรื่องภาษาไทยนั้น นักภาษาศาสตร์เชื่อกันว่าต้นกำเนิดของตระกูลภาษาไทยมาจากเขตฯ กว่างซี

หัวใจวาย ภัยเงียบเฉียบพลัน คร่าชีวิตนักกีฬา

Published / by admin

ข่าวการเสียชีวิตของชื่อดังๆหลายคนทั้งในวงการฟุตบอล เทนนิส ตัวอย่างเช่น ยาอีร์ คลาวิโย่ นักฟุตบอลเยาวชนวัย 18 ปีของทีมสปอร์ตี้ คริสตัล ในเปรู ที่สิ้นลมกลางสนาม

เนื่องจากหัวใจล้มเหลว มาร์ค วิเวียง โฟเอ้ นักเตะของสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจล้มเหลวกลางสนามขณะลงเล่นให้กับทีมชาติแคเมอรูน ในเกมพบกับโคลอมเบีย ศึกคอนเฟเดอเรชั่นส์ คัพ เมื่อปี 2003 ในปี2007อันโตนิโอ ปูเอร์ตา ดาวรุ่งของเซบีญ่า ในลาลีกา สเปน หัวใจล้มเหลว หมดสติระหว่างแข่งขัน ทีมแพทย์ไม่สามารถกู้ชีวิตของปูเอร์ตากลับมาได้ นักเตะดาวโรจน์จากไปด้วยวัยเพียง 22 ปี

เเละ หลายปีหลังมานี้ โดยเฉพาะช่วง 2-3 ปีหลังสุด มีข่าวนักกีฬา และผู้เกี่ยวข้องที่เป็นที่รู้จักล้มหายไปจากโลกนี้ด้วยอาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันเป็นจำนวนมาก

ทอม ริดดิงตัน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องหัวใจจากโรงพยาบาลชื่อดังในยอร์กไชร์ ให้ความเห็นถึงอาการของโรคที่ทำให้นักกีฬาหนุ่มที่ร่างกายแข็งแรงเสียชีวิตอย่างเฉียบพลัน คือ อาการที่เรียกว่า Hypertrophic Obstructive Cardiomyopathy (HOCM) เป็นกลุ่มอาการผิดปกติของหัวใจที่มาจากการพัฒนา ฝึกฝนร่างกายของนักกีฬา โดยทั่วไปแล้วเป็นสิ่งที่ดี

แต่ผู้ป่วย HOCM นั้นมีความผิดปกติของยีน ทำให้ผนังหัวใจที่ร่างกายสร้างใหม่นั้นหนาเกินกว่าที่ควรจะเป็น ยิ่งฝึกฝนร่างกายมากขึ้นยิ่งทำให้อาการกำเริบ อาจส่งผลทำให้ผนังหัวใจหนาและแข็งเกินไปจนไปหยุดการไหลเวียนของเลือด อันเป็นที่มาของภาวะเสี่ยง และที่เป็นปัญหาอีกคือ ผู้มีอาการผิดปกติมักไม่มีอาการ หรือหากโชคดีอาจมีสัญญาณเตือน เช่น หายใจติดขัด หรือปวดหน้าอก แต่ส่วนใหญ่แล้วมักไม่เกิดขึ้น

ที่ผ่านมามีความพยายามศึกษาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและพยายามหาทางป้องกัน แม้ว่าการระบุเจาะจงผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดอาการอย่างแน่นอนนั้นยังเป็นเรื่องยากอยู่ แม้ว่าสัดส่วนของผู้มีโอกาสมีอาการจะอยู่แค่ 0.2 แต่หากเกิดขึ้นแล้วถือว่ามีความเสี่ยงเสียชีวิตสูง

สำหรับคนที่หัวใจยังเป็นปกติ เรามีข้อแนะนำในการดูแลหัวใจ (ก่อนสายเกินไป) ดังนี้ครับ

  • สังเกต ความผิดปกติของตัวเองอยู่เสมอ โดยเฉพาะอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน เช่น ดูว่าอัตราการเต้นของหัวใจปกติดีหรือไม่ เจ็บหน้าอก ใจสั่นบ่อยๆ หรือเปล่า เป็นต้น
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ ซึ่งนอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ สุขภาพจิตแจ่มใสแล้ว ยังช่วยให้หัวใจสูบฉีดเลือดได้ดีขึ้นอีกด้วย
  • ดูแล สุขภาพใจให้ผ่องใสอยู่เสมอ พยายามไม่เครียด รู้จักควบคุมอารมณ์ และพึงระลึกไว้เสมอว่า ความเครียดและความโกรธ เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้หัวใจเต้นแรง และทำงานหนักขึ้น
  • รับ ประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ โดยงดอาหารที่มีไขมันสูง ซึ่งทำให้ความดันโลหิตสูง เกิดภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบได้ง่าย และหันไปกินผักผลไม้ให้มากขึ้น
  • ควรไปตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี เพื่อป้องกันและรักษาโรคร้ายที่อาจคาดไม่ถึง เช่น โรคหัวใจ ซึ่งแฝงอยู่ในตัวเราตั้งแต่เนิ่นๆ

และข้อเเนะนำสุดท้ายคือการทานผลไม้ที่มีสานเเซนโทนจำนวนมากเพราะ สารแซนโทนในมังคุดมีส่วนสำคัญที่ช่วยป้องกันหัวใจเต้นผิดจังหวะ และความดันต่ำ