หัวใจวาย ภัยเงียบเฉียบพลัน คร่าชีวิตนักกีฬา

ข่าวการเสียชีวิตของชื่อดังๆหลายคนทั้งในวงการฟุตบอล เทนนิส ตัวอย่างเช่น ยาอีร์ คลาวิโย่ นักฟุตบอลเยาวชนวัย 18 ปีของทีมสปอร์ตี้ คริสตัล ในเปรู ที่สิ้นลมกลางสนาม

เนื่องจากหัวใจล้มเหลว มาร์ค วิเวียง โฟเอ้ นักเตะของสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจล้มเหลวกลางสนามขณะลงเล่นให้กับทีมชาติแคเมอรูน ในเกมพบกับโคลอมเบีย ศึกคอนเฟเดอเรชั่นส์ คัพ เมื่อปี 2003 ในปี2007อันโตนิโอ ปูเอร์ตา ดาวรุ่งของเซบีญ่า ในลาลีกา สเปน หัวใจล้มเหลว หมดสติระหว่างแข่งขัน ทีมแพทย์ไม่สามารถกู้ชีวิตของปูเอร์ตากลับมาได้ นักเตะดาวโรจน์จากไปด้วยวัยเพียง 22 ปี

เเละ หลายปีหลังมานี้ โดยเฉพาะช่วง 2-3 ปีหลังสุด มีข่าวนักกีฬา และผู้เกี่ยวข้องที่เป็นที่รู้จักล้มหายไปจากโลกนี้ด้วยอาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันเป็นจำนวนมาก

ทอม ริดดิงตัน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องหัวใจจากโรงพยาบาลชื่อดังในยอร์กไชร์ ให้ความเห็นถึงอาการของโรคที่ทำให้นักกีฬาหนุ่มที่ร่างกายแข็งแรงเสียชีวิตอย่างเฉียบพลัน คือ อาการที่เรียกว่า Hypertrophic Obstructive Cardiomyopathy (HOCM) เป็นกลุ่มอาการผิดปกติของหัวใจที่มาจากการพัฒนา ฝึกฝนร่างกายของนักกีฬา โดยทั่วไปแล้วเป็นสิ่งที่ดี

แต่ผู้ป่วย HOCM นั้นมีความผิดปกติของยีน ทำให้ผนังหัวใจที่ร่างกายสร้างใหม่นั้นหนาเกินกว่าที่ควรจะเป็น ยิ่งฝึกฝนร่างกายมากขึ้นยิ่งทำให้อาการกำเริบ อาจส่งผลทำให้ผนังหัวใจหนาและแข็งเกินไปจนไปหยุดการไหลเวียนของเลือด อันเป็นที่มาของภาวะเสี่ยง และที่เป็นปัญหาอีกคือ ผู้มีอาการผิดปกติมักไม่มีอาการ หรือหากโชคดีอาจมีสัญญาณเตือน เช่น หายใจติดขัด หรือปวดหน้าอก แต่ส่วนใหญ่แล้วมักไม่เกิดขึ้น

ที่ผ่านมามีความพยายามศึกษาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและพยายามหาทางป้องกัน แม้ว่าการระบุเจาะจงผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดอาการอย่างแน่นอนนั้นยังเป็นเรื่องยากอยู่ แม้ว่าสัดส่วนของผู้มีโอกาสมีอาการจะอยู่แค่ 0.2 แต่หากเกิดขึ้นแล้วถือว่ามีความเสี่ยงเสียชีวิตสูง

สำหรับคนที่หัวใจยังเป็นปกติ เรามีข้อแนะนำในการดูแลหัวใจ (ก่อนสายเกินไป) ดังนี้ครับ

  • สังเกต ความผิดปกติของตัวเองอยู่เสมอ โดยเฉพาะอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน เช่น ดูว่าอัตราการเต้นของหัวใจปกติดีหรือไม่ เจ็บหน้าอก ใจสั่นบ่อยๆ หรือเปล่า เป็นต้น
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ ซึ่งนอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ สุขภาพจิตแจ่มใสแล้ว ยังช่วยให้หัวใจสูบฉีดเลือดได้ดีขึ้นอีกด้วย
  • ดูแล สุขภาพใจให้ผ่องใสอยู่เสมอ พยายามไม่เครียด รู้จักควบคุมอารมณ์ และพึงระลึกไว้เสมอว่า ความเครียดและความโกรธ เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้หัวใจเต้นแรง และทำงานหนักขึ้น
  • รับ ประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ โดยงดอาหารที่มีไขมันสูง ซึ่งทำให้ความดันโลหิตสูง เกิดภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบได้ง่าย และหันไปกินผักผลไม้ให้มากขึ้น
  • ควรไปตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี เพื่อป้องกันและรักษาโรคร้ายที่อาจคาดไม่ถึง เช่น โรคหัวใจ ซึ่งแฝงอยู่ในตัวเราตั้งแต่เนิ่นๆ

และข้อเเนะนำสุดท้ายคือการทานผลไม้ที่มีสานเเซนโทนจำนวนมากเพราะ สารแซนโทนในมังคุดมีส่วนสำคัญที่ช่วยป้องกันหัวใจเต้นผิดจังหวะ และความดันต่ำ